08:30

บอร์ดททท.ผลาญงบกว่า100ล. จัด2อีเวนต์อาหารปลุกท่องเที่ยว

บอร์ดททท.ผลาญงบอีกเกือบ 100 ล้านบาท จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจฉุกเฉิน เพิ่มจากแผนงานเดิมถึง 50% จัด 2 งานด้านอาหารไทย “ เชฟกระทะเหล็ก และ มหัศจรรย์อาหารไทย” อ้างเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางเที่ยวชิมอาหารทั่วประเทศ พร้อมสร้างภาพลักษณ์ความหลากหลายของอาหารไทยสู่สายตาชาวโลก

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะกรรมการ(บอร์ด)การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดรับทราบและเห็นชอบแผนงานตามที่ททท.ได้ยื่นเสนอจัดทำโครงการ “มหัศจรรย์...อาหารไทย” (Amazing Taste of Thailand) และโครงการ “เชฟกระทะเหล็ก...ทั่วโลก” (Thailand Brand) ซึ่งจะใช้งบประมาณรวม 85 ล้านบาท จากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่ททท.ได้รับจัดสรรตามมติคณะรัฐมนตรีมาทั้งสิ้น 971.34 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บอร์ดยังแนะให้ททท.ไปรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันทำงานให้สำเร็จลุล่วง

***จัด 2 งานผลาญงบเกือบ 100 ล้านบาท*****

ทั้ง 2 งาน กำหนดจัดในระยะเวลาเดียวกันคือ โครงการ “มหัศจรรย์...อาหารไทย” จัดระหว่างวันที่ 25-27 ก.ย.52 ใช้งบ 30 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทย โดยจะเชิญเชฟของร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในต่างจังหวัดแต่ละภูมิภาค มาปรุงอาหารให้ผู้เข้าชมงานได้รับประทาน สามารถต่อยอดในเรื่องของการเดินทางไปเที่ยวชิมอาหารต่างๆเหล่านั้นถึงที่หมาย

และโครงการ “เชฟกระทะเหล็ก...ทั่วโลก” จัด 24-28 ก.ย.52 ใช้งบ 55 ล้านบาท จะให้สำนักงานททท.ในต่างประเทศ เชิญผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมชมงาน พร้อมจัดแฟมทริปเชิญสื่อมวลชนด้านอาหารและเชพที่มีชื่อเสียง รวม 500 คน มาร่วมงาน พร้อมทดลองทำอาหารไทย เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการปรุงอาหาร พร้อมเดินสายไปยังจังหวัดที่ร่วมจัดงานด้วย

ทั้งนี้กำหนดพื้นที่จัดงาน ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ และ ในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ชลบุรี ขอนแก่น อุดรธานี และสุพรรณบุรี เป็นต้น ซึ่งจัดงานให้ตรงกันก็เพื่อต้องการให้เกิดการพบปะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านอาหาร โดยมุ่งหวังให้ ร้านอาหารไทยที่มาจากต่างประเทศ เชฟ และ สื่อมวลชน ได้มาเพิ่มเติมความรู้และเมนูอาหารไทย เพื่อจะได้นำไปเผยแพร่ในต่างประเทศ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานนี้ไม่ต่ำกว่า 30,000 คน

***งบบานกว่า50%

รายงานข่าวระบุว่า เชฟกระทะเหล็ก เป็นโครงการที่กำหนดไว้ในแผนการใช้งบประจำปี 2552 ของ ททท. ที่เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมอีกกว่า 50% จาก 50 ล้านบาทเป็น 85 ล้านบาท นั้น ไม่ได้มีการชี้แจงว่าเป็นเพราะเหตุใด และที่ประชุมบอร์ด ไม่ได้มีการทักท้วงเรื่องการใช้งบประมาณ ทั้งที่เพิ่มขึ้นมากจนผิดสังเกต ซึ่งนายวีระศักดิ์ ก็ยอมรับว่าโครงการนี้จะไปสอดคล้องกับโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก ซึ่งมีกระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าของโครงการ เกิดขึ้นในสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่โครงการนี้ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จดังที่หวังไว้

ที่มา : http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000082983

คำถาม :
1. แผนงานที่ ททท.ได้ยื่นเสนอจัดทำขึ้นมีกี่โครงการ อะไรบ้าง?
2. จุดมุ่งหมายของการจัดทำโครงการนี้คืออะไร?
3. โครงการนี้ส่งผลกระทบอะไรบ้าง?

จัดทำโดย : นางสาวปิ่นสุมา ช้างโรง ID. 5001103167 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน C.1/2

05:09

ยอดตั้งบริษัทใหม่ลด13% สะท้อนเศรษฐกิจซบยาว

พาณิชย์เผย บริษัทจดทะเบียนธุรกิจตั้งบริษัทใหม่ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ลดลง 13.1% ขณะที่บริษัทเลิกกิจการ 6 เดือน พุ่ง 6.1 พันแห่ง

นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจในเดือน มิ.ย.2552 มีผู้ประกอบธุรกิจขอจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เป็นนิติบุคคล ประเภทห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดทั่วประเทศรวม 3,628 ราย แบ่งเป็นจัดตั้งในกรุงเทพมหานคร 1,441 ราย ส่วนภูมิภาค 2,187 ราย โดยเมื่อเทียบสถิติจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ เดือน มิ.ย.2552 กับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ที่มีการจดทะเบียน 3,788 ราย ลดลง 160 ราย หรือลดลง 4.22%

ทั้งนี้ ในเดือน มิ.ย.2552 มีเงินทุนจดทะเบียนรวม 10,033 ล้านบาท และนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรกคิดเป็นจำนวน 19.9% ของการจดทะเบียนจัดตั้งทั้งหมด คือ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง 386 ราย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 202 ราย และบริการด้านธุรกิจอื่นๆ 134 ราย และเมื่อพิจารณา การจดทะเบียนจัดตั้งช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย.2552 มีการจดทะเบียนจัดตั้งทั่วประเทศ 19,381 ราย ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วที่มีจำนวน 22,325 ราย ลดลง 2,944 ราย หรือลดลง 13.18%

นายคณิสสร กล่าวว่า สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกทั่วประเทศ สถิติจดทะเบียนเลิกในเดือน มิ.ย.2552 มี 1,272 ราย แบ่งเป็นในกรุงเทพมหานคร 538 ราย ในภูมิภาค 734 ราย มีเงินทุนจดทะเบียนรวม 8,093 ล้านบาท โดยประเภทธุรกิจที่มีจำนวนนิติบุคคล จดทะเบียนเลิกสูงสุด 3 อันดับแรก คิดเป็น 20.3% ของการจดทะเบียนเลิกทั้งหมด คือ รับเหมาก่อสร้าง 149 ราย อสังหาริมทรัพย์ 63 ราย บริการด้านธุรกิจอื่นๆ 46 ราย
นายคณิสสร กล่าวว่า เมื่อพิจารณาการจดทะเบียนเลิกในเดือน มิ.ย.2552 กับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วที่มีการจดทะเบียนเลิก 1,572 ราย ลดลง 300 ราย หรือลดลง 19%


ส่วนช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย.2552 มีการจดทะเบียนเลิกบริษัท 6,132 ราย เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว ที่มีการจดทะเบียนเลิก 6,540 ราย ลดลง 408 ราย หรือลดลง 6.24% ขณะที่จำนวนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดคงอยู่ทั่วประเทศ มี 46,857 ราย และบริษัทมหาชนคงอยู่ 879 ราย รวมนิติบุคคลคงอยู่ทั่วประเทศทั้งสิ้น 547,736 ราย

แหล่งข่าวกระทรวงพาณิชย์ จากยอดการจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่และการแจ้งยกเลิกทะเบียนบริษัท มีทิศทางเดียวกันคือลดลง ชี้ให้เห็นถึงการลงทุนที่ยังคงซบเซาต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจโลก

ที่มา
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20090721/61435

คำถาม
1. การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนมิ.ย.2552 เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีที่แล้วเป็นอย่างไร?
2. ประเภทธุรกิจที่มีจำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนเลิกสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่อะไรบ้าง?
3. ยอดการจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่และการแจ้งยกเลิกทะเบียนบริษัท ส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจ?

จัดทำโดย : นางสาวทิพย์รญา เฟื่องชูนุช ID.5001103077 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน C.1/2

06:59

"ไทยพาณิชย์"ขายมันนี่มาร์เก็ต เจาะกลุ่มลูกค้านิติบุคคล-SMEs

บลจ.ไทยพาณิชย์ เจาะกลุ่มลูกค้านิติบุคคล-SMEs ผุดกองทุน"ไทยพาณิชย์ตราสารรัฐตลาดเงิน" ให้เป็นแหล่งพักเงิน พร้อมเดินหน้าขายกองทุนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ต่อเนื่อง ล่าสุด ล็อกอายุ 1 ปี คาดให้ผลตอบแทนประมาณ 2.6% ต่อปี ไอพีโอถึง 20 ก.ค.นี้

นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดขายกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารรัฐตลาดเงิน (SCBTMF) มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท และไม่กำหนดอายุโครงการ โดยในช่วงแรกที่จัดตั้งกองทุนขึ้นมาจะเน้นขายให้แก่ลูกค้ากลุ่มบริษัทนิติบุคคล และธุรกิจขนาดกลางและย่อย (SMEs) ก่อนที่จะขายให้นักลงทุนรายย่อยในโอกาสต่อไป และจะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ตั้งแต่วันนี้ – 20 กรกฎาคม 2552 และมีมูลค่าเม็ดเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 5,000 บาท
ทั้งนี้ การออกกองทุนดังกล่าวมาเพื่อตอบโจทย์ตลาด และสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละกลุ่มลูกค้า โดยเป็นการออกมารองรับลูกค้าในกลุ่มบริษัทนิติบุคคล ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งจะช่วยให้สามารถขออนุมัติจากคณะกรรมการลงทุนของบริษัทได้ง่ายขึ้น และจะมีนโยบายในการลงทุนใกล้เคียงกับกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ (SCBSFF) ของบริษัท


นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบไปแล้วกองทุนนี้จะมีลักษณะการลงทุนเช่นเดียวกับกองทุนเปิดเค ตราสารรัฐระยะสั้น (K-TREASURY) ของ บลจ.กสิกรไทย และกองทุนเปิดยูโอบี ชัวร์ เดลี (UOBSD) ของ บลจ.ยูโอบี (ไทย) เรียกได้ว่าเป็นกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) อีกกองทุนที่เพิ่มขึ้นมานั่นเอง
นางโชติกา กล่าวว่า บริษัทยังได้เปิดขายกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ฟอร์เรน โนท 1Y24 (SCBFRN1Y24) มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท อายุโครงการไม่เกิน 1 ปี โดยจะเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรกตั้งแต่วันนี้ – 20 กรกฎาคม 2552 นี้ และมีมูลค่าเม็ดเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 10,000 บาท


อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนของกองทุนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ยังมีทิศทางไม่ชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันภาวะศรษฐกิจของเกาหลีใต้เริ่มมีความเสี่ยงน้อยลง ส่งผลให้ภายหลังจากการสวอปค่าเงินกลับมาแล้วอัตราผลตอบแทนหายไปค่อนข้างมาก และทำให้เม็ดเงินหายไปมากด้วยเช่นกัน โดยคาดว่ากองทุน SCBFRN1Y24 จะสามารถให้อัตราผลตอบแทนประมาณ 2.6% ต่อปี

ส่วนการที่อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องนั้นมีผลต่อการออกกองทุนประเภทนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยบริษัทจะยังคงทยอยออกกองทุนประเภทนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าอัตราผลตอบแทนโดยรวมแล้วยังดีกว่าอัตราดอกเบี้ยของการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์

ที่มา http://www.manager.co.th/MutualFund/ViewNews.aspx?NewsID=9520000079074

คำถาม
1. ช่วงแรกที่จัดตั้งกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารรัฐตลาดเงินขึ้นมานั้น เน้นขายให้แก่ลูกค้ากลุ่มใด?
2. กองทุนใดที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น?
3. กองทุน SCBFRN1Y24 สามารถให้ผลตอบแทนประมาณเท่าไหร่ต่อปี?

จัดทำโดย : นางสาววรรณภา ทามี ID.5001103050 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน C.1/2

09:50

ส.อ.ท.ชี้ 4 ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

เรื่อง ส.อ.ท.ชี้ 4 ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
วานนี้ (6 ก.ค.) นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงแนวโน้มสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยใน 6 เดือนหลังของปีนี้ยังคงผันผวนต่อเนื่อง แม้ว่าจะเริ่มมีคำสั่งซื้อทยอยเข้ามาในหลายๆกลุ่มอุตสาหกรรม แต่ต้องรอดูว่าคำสั่งซื้อดังกล่าวจะมีเข้ามาต่อเนื่องตลอดไตรมาส 3 หรือไม่ เพื่อเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นว่าไตรมาส 4 สถานการณ์คำสั่งซื้อจะเป็นอย่างไร จึงจะประเมินได้ชัดเจนมากขึ้น และภาคเอกชนต้องการเห็นปัญหาการเมืองอยู่ในสภาพที่นิ่ง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติให้กลับคืนมา


ด้านนายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อภาคธุรกิจจำเป็นจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในครึ่งปีหลังปีนี้คือ ทิศทางค่าเงินบาท สภาพคล่องธุรกิจ ราคาน้ำมัน และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยการฟืนตัวของเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะขึ้นอยู่กับความผันผวนของปัจจัยดังกล่าวและการฟืนตัวของภาคส่งออก แต่ขณะนี้สัญญาณจากการนำเข้าทุนยังติดลบเฉลี่ย 14.5% และการนำเข้าวัตถุดิบในการผลิตยังติดลบ 19.6% แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรมไทยที่อาจต่อเนื่องไปจนถึงปลายปีนี้ ดังนั้น การขับเคลื่อนของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจึงขึ้นอยู่กับนโยบายการคลังเป็นหลัก และขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการใช้จ่ายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ภายใต้มาตรการไทยเข้มแข็งที่ใช้เงินมากกว่า 1.43 ล้านล้านบาท อีกทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายปีงบประมาณ 2552 และเร่งรัดโครงการลงทุนที่สำคัญภายใต้แผนฟืนฟูเศรษฐกิจในระยะที่สองให้มีความคืบหน้า

รองประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ทิศทางค่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นได้อีก เพราะหลังจากที่รัฐบาลออกพันธบัตร 8 แสนล้านบาท อาจสร้างความกดดันความต้องการเงินบาทและโอกาสมีเงินเหรียญสหรัฐฯให้ไหลเข้ามาซื้อพันธบัตร ดังนั้น ผู้ส่งออกควรมีการทำประกันความเสี่ยงล่วงหน้าเอาไว้ ขณะที่ปัจจัยสภาพคล่องก็มีทิศทางที่ลดลงอีก เพราะธนาคารพาณิชย์ยังมองว่าภาคธุรกิจอุตสาหกรรมมีความเสี่ยง จึงชะลอหรือมีการปล่อยสินเชื่อน้อยลง อีกทั้งแนวโน้มที่รัฐบาลออกพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นแรก 50,000 ล้านบาท จะยิ่งเป็นการแย่งเงินในตลาด และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการสภาพคล่องไปช่วยเหลือ


สำหรับราคาน้ำมันที่อาจมีความผันผวน หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า น้ำมันเฉลี่ยจะสูงกว่าครึ่งปีแรกประมาณ 20 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล หรืออยู่ระดับ 70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่คงไม่ถึงระดับ 75 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนความเสี่ยงจากไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เริ่มมีการติดเชื้อและเสียชีวิตมากขึ้น ทำให้คนทั้งโลกไม่กล้าไปท่องเที่ยว ส่งผลต่อการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอย เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การประเมินเศรษฐกิจโลกติดลบไปกว่าการคาดการณ์ไว้ และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย รวมไปถึงผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน

ที่มา : http://www.norsorpor.com/business.html

คำถาม
1. ปัจจัยเสี่ยงต่อภาคธุรกิจจำเป็นจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในครึ่งปีหลังปีนี้คืออะไร
2. การฟืนตัวของเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
3. การขับเคลื่อนของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจึงขึ้นอยู่กับนโยบายอะไรเป็นหลัก

จัดทำโดย : นางสาวอรวี ลีรุ่งนาวารัตน์ 5001103117 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน C1/2

08:22

ดึงธ.โลกสอบ ‘งบไทยเข้มแข็ง’

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการไทยเข้มแข็งระหว่างไทยและธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) โดยมีนางแอนเน็ต ดิกสัน ผู้อำนวยการธนาคารโลก ผู้บริหารกระทรวงการคลัง ผู้บริหารธนาคารของรัฐ และผู้บริหารธนาคารโลกประจำประเทศไทย ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดหาแหล่งเงินทุน การวางระบบ การติดตามตรวจสอบ และรายงานผลโครงการลงทุนไทยเข้มแข็งวงเงิน 1.56 ล้านล้านบาท

นายกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการวางแผนป้องกันปัญหาอุปสรรคต่างๆ จึงให้หน่วยงานของรัฐ เช่น สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เชื่อมโยงระบบข้อมูลร่วมกันในการติดตามเส้นทางการใช้เงินของโครงการไทยเข้ม แข็ง โดยขอให้ธนาคารโลกเข้ามาช่วยแนะนำปรับปรุงกระบวนการในการติดตามผลเพื่อเน้น ความโปร่งใส ให้แผนงานแผนเงินเป็นไปตามที่กำหนด ทำให้เงินของโครงการส่งออกสู่ระบบได้อย่างรวดเร็ว ปฏิบัติตามขั้นตอน

นายกรณ์ กล่าวว่า หากโครงการใดมีปัญหายังไม่ส่งมอบงาน คณะทำงานติดตามผลจะได้เข้าไปดูแลให้โครงการเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย

สำหรับการวางระบบจะแล้วเสร็จในเดือนก.ค. 2552 เดือนส.ค. จะเริ่มประเมินโครงการ เดือนก.ย. เงินลงทุนก้อนแรกจะออกสู่ระบบและเริ่มวัดผล

คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ในการจัดทำแผนการจัดหาแหล่งทุน ว่ามีรูปแบบ ใดบ้าง ใช้การกู้เงินวิธีใด เพื่อให้ความเห็นแนวทางการระดมทุนว่ามีผลต่อตลาด มีผลต่อสภาพคล่องของเงินในระบบอย่างไรบ้าง เพื่อระดมความคิดเห็นร่วมกัน

สำหรับแนวทางจัดหาแหล่งเงินทุนนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า จะทยอยกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์แทนการกู้เงินด้วยการออกพันธบัตร เพราะจะสามารถเบิกเงินให้โครงการได้ตามเงินงวด โดยจะกู้เงินงวดแรก 3 หมื่นล้านบาท

นายกรณ์ กล่าวว่า งบไทยเข้มแข็งล่าสุดได้เดินหน้าโครงการตัดถนนและวางระบบท่อระบายน้ำรอบเกาะ อ.สมุย จ.สุราษฎร์ธานี กว่า 70 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 900 ล้านบาท โดยหลังจากนี้จะเดินทางไปอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศเพื่อติดตามโครงการลงทุน

นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย กล่าวว่า แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จะสามารถช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2553-2555 ขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยในกรอบปีละ 1-2.5% แม้ว่าจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 60% ในปี 2555

ที่มา : http://www.bsnnews.com/ContentDetail.asp?ContentID=16871


คำถาม

1.นาย กรณ์ จาติกวณิช มีแนวทางในการจัดหาแหล่งเงินทุนมาจากที่ใด

2. งบไทยเข้มแข็งล่าสุด มีวงเงินในการลงทุนเป็นจำนวนเท่าใด

3.การวางระบบจะแล้วเสร็จเมื่อใด


จัดทำโดย : น.ส. นันทพร เจนอลงกต 5001103071 คณะบริหารธุรกิจ สาขา การเงิน C1