ผลสำรวจพบคนกรุงเทพฯ เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจลดลง คนจนเมืองเครียดปัญหาเศรษฐกิจ กังวลอนาคต ปัญหารถติด และราคาน้ำมัน ส่วนใหญ่มีหนี้สินเพิ่ม และรัดเข็มขัดค่าใช้จ่าย ขณะที่ปัญหาสังคมก็เพิ่มขึ้น ทั้งยาเสพติด และการตั้งแก๊งมั่วสุม
น.ส.วิริยา วรกิตติคุณ นายกสมาคมสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลสำรวจความเห็นคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลุ่มตัวอย่าง 500 คน อายุ 18 ปีขึ้นไป และรายได้ครอบครัวมากกว่า 10,000 บาท ในหัวข้อ “ความคิดเห็นต่อสภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน” ระหว่างวันที่ 19-30 สิงหาคม 2552 โดยพบว่า คนกรุงเทพฯ มีความเชื่อมั่นต่อสภาพเศรษฐกิจลดลงจากการสำรวจครึ่งปีแรก โดยที่เชื่อมั่นมากและค่อนข้างเชื่อมั่นลดลงจากร้อยละ 31 เหลือร้อยละ 19 แต่มีความมั่นคงในอาชีพมากขึ้น โดยเฉพาะความกังวลในปัญหาว่างงานเริ่มลดลง
สำหรับสาเหตุหลักที่ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจลดลง มาจากภาวะการเมืองที่ไม่มั่นคง ราคาสินค้าปรับขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน พร้อมระบุ คนที่มีฐานะปานกลางและต่ำมีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจน้อยกว่าคนมีฐานะดี แต่เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ มีภาระหนี้ต้องชำระมากขึ้น ขณะที่คนที่เก็บออมเงินลดลง
ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาหลายมาตรการ พบว่า คนกรุงเทพฯ รับทราบมากกว่าร้อยละ 70 และเชื่อว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดย 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างรู้จักมากที่สุด ได้แก่ มาตรการเรียนฟรี 15 ปี โครงการธงฟ้าและลดราคาน้ำมันดีเซล 2 บาทต่อลิตร ส่วนประเด็นที่คนกรุงเทพฯ ยังอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือ คือ การลดราคาน้ำมัน จัดสวัสดิการในยามเจ็บป่วย และแก้ปัญหายาเสพติด รวมถึงการมั่วสุมของเยาวชน
ผลสำรวจดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวรูปตัวยู หลังพบว่าการใช้จ่ายคนกรุงเทพฯ เริ่มมีมากขึ้น โดยสินค้าที่พร้อมจับจ่ายคือ ทองคำ เพราะถือเป็นการลงทุน นอกจากนี้ ยังมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องใช้ ไฟฟ้าและรถยนต์ ที่มีความพร้อมจะจับจ่ายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การสำรวจทางด้านสังคมพบว่า คนกรุงเทพฯ เครียดมากขึ้น จากปัญหาเศรษฐกิจ ความกังวลในอนาคต และเวลาในการเดินทาง ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลในภาวะการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว โดยอายุ 25-49 ปี มีความเครียดสูงที่สุด เนื่องจากต้องรับภาระของตัวเองและครอบครัว
นอกจากนี้ ยังพบว่า คนกรุงเทพฯ ปรับตัวให้เข้ากับภาวะเศรษฐกิจ ได้แก่ การซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็นสูงถึงร้อยละ 88 ของกลุ่มตัวอย่าง ลดการรับประทานอาหารนอกบ้านร้อยละ 29 อยู่กับบ้านมากขึ้น ร้อยละ 36 ซื้อสินค้าปริมาณมากเพื่อให้ราคาถูกลงร้อยละ 27 และลดค่าใช้จ่ายด้านบันเทิงร้อยละ 19
ที่มา
http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000111438
คำถาม
1. เศรษฐกิจลดลงจะส่งผลกระทบอะไรบ้างกับคนกรุงเทพ?
2. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คนรู้จักมากที่สุด 3 อันดับ คืออะไรบ้าง?
3. ช่วงอายุเท่าไหร่ที่มีระดับความเครียดสูงสุด?
นางสาว วรรณภา ทามี C.1/1 ID. 5001103050 สาขาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ
3 เดือนสุดท้ายทองคำมีลุ้นทะลุ 16,400 บาท กูรูเชื่อมั่นหลายปัจจัยสนับสนุนทั้ง เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยต่ำ ดอลลาร์อ่อน ดันเฮดจ์ฟันด์ปรับพอร์ตถือทองเพิ่ม ชี้นิวไฮซ์ปีก่อน 1,032 เหรียญ/ออนซ์ มีโอกาสโดนทุบสถิติ ส่วนโกลด์ฟิวเจอร์ส 8 เดือน เติบโตต่อเนื่อง โบรกฯร้านทองเริ่มเบียดแชร์บล. สัดส่วนซื้อขายเหลือ 50:50 เท่ากัน ด้าน“เอ็มทีเอส”คุยฐานลูกค้าโต ดันมาร์เกตแชร์พุ่ง
นายแพทย์ กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทฯแม่ทองสุก เปิดเผยว่า สถานการณ์ของราคาทองคำในช่วงนี้ ค่อนข้างมีการแกว่งตัวในแนวโน้มขาขึ้นจากต้นปีซึ่งอยู่ที่ 870 เหรียญ/ออนซ์ ก็ปรับตัวขึ้นมาที่ 1,006 เหรียญ/ออนซ์เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนจะปรับตัวขึ้นอีกครั้งเป็น 1,018 เหรียญ/ออนซ์เมื่อเดือนพฤษภาคม และมีทีท่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุนิวไฮซ์เดิมเมื่อมีนาคมปี 2551 ซึ่งอยู่ที่ 1,032 เหรียญ/ออนซ์ในเร็วนี้ และน่าจะสร้างนิวไฮซ์ใหม่ได้ที่ประมาณ 1,050 เหรียญ/ออนซ์ หรือคิดเป็นทองคำบาทละ 16,400 บาท
“ตั้งแต่ต้นปีจนถึงในขณะนี้ ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นถึง 148 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือคิดเป็น 17% แล้ว”
ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แม้ว่าจะเริ่มมีทิศทางที่ฟื้นขึ้นแต่ ยังไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นมามากนัก จึงส่งผลต่อทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯให้มีแนวโน้มจะปรับตัวลงอีก และเป็นสาเหตุให้ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกเริ่มถือทองคำแทนที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯไว้มากขึ้น เช่นเดียวกับบรรดากองทุนเฮดจ์ฟันด์ ที่ปรับลดการถือดอลลาร์และเพิ่มการลงทุนในทองคำแทน
ดังนั้นจึงมองว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ยังราคาทองคำยังแกว่งตัวอยู่ในทิศทางขอขึ้น จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ การแข็งค่าของค่าเงินบาท กองทุนเอสพีดีอาร์ โกลด์ ทรัสต์ ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในทองคำรายใหญ่สุดของโลก ได้เพิ่มการถือครองทองคำขึ้นถึง 15.26 ตัน มาอยู่ที่ 1,101.73 ตัน ขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ เตรียมที่จะเทขายทองคำออกมา ซึ่งจีนก็เสนอตัว พร้อมที่จะซื้อทองคำไว้แทนเงินดอลลาร์ฯ ปัจจัยต่อมาคือ มีความเป็นได้สูงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ และปัจจัยสุดท้ายคือเงินเฟ้อที่เริ่มส่งสัญญาณเพิ่มขึ้น
"จากปัยจัยดังกล่าว ส่งผลให้ราคาทองคำมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นไปอีกในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 1,050 เหรียญฯต่อออนซ์ ของปีนี้ และทำให้ราคาทองคำแท่งในบ้านเราปรับขึ้นมาอยู่ที่ ระดับบาทละ 16,400 บาท"
สำหรับภาวะตลาดซื้อขายล่วงหน้า หรือ โกล์ฟิวเจอร์สนั้น ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา สัญญาการซื้อขายมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก โดยช่วงเริ่มต้นนั้น อยู่ที่ประมาณ 200 สัญญา/วัน แต่ขณะนี้ มีการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 800-900 สัญญา/วัน และในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามี ส่วนแบ่งการตลาดของ 5 โบรกเกอร์ร้านทองคำรวมกันอยู่ที่ 50% ของตลาดทั้งหมดจากเดิมที่โบรกเกอร์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ครองส่วนแบ่งถึง 80% ในช่วงแรก
โดยสาเหตุที่ เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์สมีส่วนบ่งการตลาดที่โตขึ้นเป็นอันดับ 1 ได้นั้น เพราะมีการให้บริการที่สะดวกแก่นักลงทุน ด้วยการซื้อขายผ่าน อินเตอร์เน็ท และการซื้อขายผ่านโทรศัพท์ และที่สำคัญบริษัทเน้นการให้ความรู้แก่นักลงทุนและผู้ที่สนใจมาก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าเปิดบัญชีกับบริษัท 600 บัญชี และเป็นบัญชีที่มีการเคลื่อนไหว 300 -400 บัญชี ซึ่งการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส ตั้งแต่ 1 – 10 สัญญาต่อราย
อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่มีแนวคิดที่จะขยายสาขาของเอ็มทีเอส ออกไป เนื่องจากมองว่าต้องใช้เงินทุนมากขึ้น แต่จะใช้วิธีเพิ่มเซลลิงค์เอเจ้นท์ให้มากขึ้นจากเดิมที่มีอยู่ที่ 10 ราย แต่ภายในเดือนตุลาคมนี้จะมีเพิ่มเข้ามาอีก 11 ราย รวม 21 ราย และจะเดินหน้าเพิ่มตัวแทนขายไปอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังแนะนำนักลงทุนถึงการลงทุนในทองคำด้วยว่า หากยอมรับความเสี่ยงได้สูง ควรลงทุนใน โกล์ฟิวเจอร์ส ในสัดส่วนที่มาก แต่หากต้องการลงทุนในระยะยาวให้ลงทุนในทองคำแท่ง แต่สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมที่สุดคือ ลงทุนในทองคำแท่ง 80% และลงทุนใน โกล์ฟิวเจอร์ส เพียง 20% เท่านั้น
ขณะเดียวกัน ยังกล่าวด้วยว่า การซื้อขายทองคำล่วงหน้ายังมีไม่มากพอ เนื่องจากนักลงทุนในยังไม่เข้าถึงการลงทุนในโกลด์ ฟิวเจอร์สมากนัก ซึ่งหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องควรสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ลงทุนออกไปให้มากขึ้น ส่วนทางบริษัทยังต้องการให้มีการให้ความรู้แก่นักลงทุนมากขึ้นกว่าเดิม โดยเริ่มจากในกรุงเทพฯและออกไปที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ
ที่มา http://www.manager.co.th/Business
คำถาม
1. ปัจจัยสนับสนุนอะไรบ้างที่ทำให้ราคาทองทะลุ 16,400 บาท?
2. ต้นปีจนถึงขณะนี้ ราคาทองคำเป็นอย่างไร?
3. ประเทศใดที่เสนอจะซื้อทองคำไว้แทนเงินดอลลาร์ฯ?
นางสาวปิ่นสุมา ช้างโรง ID.5001103167 C1/2 สาขาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ
GRAMMY คาดปี 53 รายได้-กำไรดีขึ้น,คาดมันนี่แชนแนลทำรายได้ 400 ลบ./ปี
นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรมประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ (GRAMMY) คาดว่า ทั้งรายได้และกำไรในปี 53 จะดีกว่าปีนี้ จากทุกธุรกิจ ส่วนปีนี้รายได้คาดว่าจะทะลุ 8 พันล้านบาทดีกว่าที่คาดไว้มาก และช่องทีวีดาวเทียมช่องแรก ช่องแฟนทีวี หลังเปิดบริการครบ 1 ปี สามารถคืนทุนได้แล้ว
ขณะที่ช่องอื่นๆ ที่ทยอยเปิดตามมา ก็คาดว่าจะคุ้มทุนภายใน 1 ปี เช่นกัน มองอนาคตอาจทำช่องทีวีดาวเทียมเพิ่ม หลังล่าสุดได้ช่องมันนี่แชนเนล เพิ่มอีก 1 ช่อง
ส่วนการเข้าบริหารในบริษัท แฟมมิลี่ โนฮาว จำกัด (FKH) ทำให้ได้เวลาออกอากาศทางช่องมันนี่แชนแนลเพิ่ม 9.5 ชม./วัน โดยรายการของแกรมมี่จะเริ่มผลิตและออกอากาศราวต้นปี 53 และจะครบทั้ง 9.5 ชม./วัน ภายใน 6 เดือน โดยตั้งเป้ารายได้ของมันนี่ แชนแนล 18 ชม. รวม 400 ล้านบาท/ปี แบ่งตามสัดส่วนการถือหุ้นร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)แห่งละ[ibKym 200 ล้านบาท
สำหรับในส่วนอีก 8.5 ชม.ซึ่งเป็นส่วนของตลท.จะเริ่มออกอากาศในรูปแบบใหม่ตั้งแต่ 5 ต.ค.นี้เป็นต้นไป
ที่มาhttp://www.ryt9.com/s/smsn/650027/บรอษัท
คำถาม 1ใครเป็นกรรมการของบริษัท จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ (Grammy)
2 มันนี่แชนแนลทำรายได้เท่าไร
3 บริษัท แฟมมีลี่ โนฮาว จำกัด (FKH) เวลาออกอากาศช่องมันนี่แชนแนลเพิ่มเป็นกี่ชั่วโมง
จัดทำโดย นางสาว ทิพย์รญา เฟื่องชูนุช
5001103077 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน
บลจ. วรรณ เตรียมออกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพิ่ม 2-3 กอง เน้นขนาดเล็ก 100 - 1,000 ล้านบาท ชูลงทุนธุรกิจบริการ โรงแรม รับอนิสงส์จีดีพีพลิกบวก พร้อมทำกำไรช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น สบจังหวะเหมาะ คลอดก่อนกลางปี 53 หวั่น เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย กลับมาอีกรอบ
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ จำกัด เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์กองใหม่ว่า บริษัทมีแผนออกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์กองใหม่ประมาณ 2-3 กองทุนตามแผนเดิมที่ได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ โดยจะเน้นลงทุนในประเภทธุรกิจบริการ โรงแรม เป็นต้น ซึ่งจะมีทั้งแบบที่เป็นกองทุนรวมที่ซื้อกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ (Freehold) และกองทุนรวมที่ลงทุนในสิทธิการเช่า (Leasehold) เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในกองทุนประเภทนี้ด้วย สำหรับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์กองใหม่นั้น บลจ.วรรณจะไม่เน้นให้โครงการมีขนาดใหญ่ แต่จะเลือกให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุนมากกว่าว่าอยากลงทุนในสินทรัพย์แบบใหน โดยกองทุนใหม่นั้นจะเน้นมูลค่าโครงการอยู่ที่100-1,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินการขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จำนวน 2 กองทุน และมีขนาดกองทุนอยู่ที่ 500 ล้านบาทและ 1,000 ล้านบาท "บริษัทมองว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นอยู่ในระหว่างปลายไตรมาส 3 ถึงกลางปี 2553 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเป็นช่วงขาขึ้น เหมาะที่นักลงทุนจะเข้าลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนที่ดี อย่างไรก็ตาม หากผ่านช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้ว จะทำให้ความน่าสนใจเกี่ยวกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จะลดน้อยลงไปด้วย เนื่องจากหลังบริษัทมองว่า แนวโน้มเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย รวมถึงเงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์แทบทั้งสิ้น" นายมนรัฐกล่าว อย่างไรก็ตาม สำหรับอัตราดอกเบี้ยนั้น คาดว่าจะไม่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง โดยจะทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งละ 0.25% แต่จะปรับเพิ่มขึ้น 1% นั้นคงเป็นไปได้ยาก เพราะจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจได้
นายมนรัฐกล่าวอีกว่า สำหรับเศรษฐกิจในปี 2553 จีดีพีจะเริ่มพลิกตัวเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากที่วิกฤตเศรษฐกิจฉุดจีดีพีร่วงต่อเนื่อง โดยคาดว่าไตรมาส 4 ที่จะถึงนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2% ซึ่งหากเศรษฐกิจดีขึ้น กลุ่มธุรกิจ ก่อสร้าง ค้าปลีก การเงินและธนาคาร ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงโรงแรมและธนาคาร จะได้รับอานิสงส์จากจุดนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม การที่นักลงทุนมีความมั่นใจต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้ส่งผลให้นักลงทุนกล้าที่จะจับจ่ายเงินมากขึ้น รวมไปถึงกล้าที่จะกลับเข้ามาลงทุนด้วย "ความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจของนักลงทุน ดูได้จากการที่นักลงทุนเริ่มกล้าที่จะลงทุนเพิ่มมากขึ้นกล้าที่จะซื้อมากขึ้น โดยที่ผ่านมาหากเศรษฐกิจไม่ดีนักลงทุนจะไม่กล้าที่จะลงทุนในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่นการซื้อบ้าน เนื่องจากกลัวว่าหากเศรษฐกิจยังแย่อยู่จะทำให้ความสามารถในการผ่อนบ้านหรือชำระค่าบ้านไม่ได้ แต่เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ทำให้จำนวนคนที่เข้าไปเยี่ยมชมโครงการหมู่บ้านต่างๆเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผลประกอบการของธุรกิจกลุ่มนี้ปรับตัวดีขึ้นด้วย"นายมนรัฐ กล่าว ปัจจุบัน บริษัทมีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์อยู่ภายใต้การบริการจัดการด้วยกันทั้งสิ้น 3 กองทุนด้วยกัน ได้แก่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์บางกอก (BKKCP) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มิลเลียนแนร์ (MIPF) และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PFFUND)
ที่มา http://www.norsorpor.com/
คำถาม
1. บลจ. วรรณ เตรียมออกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพิ่มอีกกี่กอง
2. ตามแผนเดิมที่ได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้จะเน้นลงทุนในประเภทใด
3. ปัจจุบัน บริษัทมีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์อยู่ภายใต้การบริการจัดการด้วยกันทั้งสิ้น 3 กองทุน
ได้แก่อะไรบ้าง
จัดทำโดย
น.ส. นันทพร เจนอลงกต 5001103071 คณะบริหารธุรกิจ สาขา การเงิน C1
บอร์ดททท.ผลาญงบอีกเกือบ 100 ล้านบาท จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจฉุกเฉิน เพิ่มจากแผนงานเดิมถึง 50% จัด 2 งานด้านอาหารไทย “ เชฟกระทะเหล็ก และ มหัศจรรย์อาหารไทย” อ้างเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางเที่ยวชิมอาหารทั่วประเทศ พร้อมสร้างภาพลักษณ์ความหลากหลายของอาหารไทยสู่สายตาชาวโลก
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะกรรมการ(บอร์ด)การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดรับทราบและเห็นชอบแผนงานตามที่ททท.ได้ยื่นเสนอจัดทำโครงการ “มหัศจรรย์...อาหารไทย” (Amazing Taste of Thailand) และโครงการ “เชฟกระทะเหล็ก...ทั่วโลก” (Thailand Brand) ซึ่งจะใช้งบประมาณรวม 85 ล้านบาท จากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่ททท.ได้รับจัดสรรตามมติคณะรัฐมนตรีมาทั้งสิ้น 971.34 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บอร์ดยังแนะให้ททท.ไปรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันทำงานให้สำเร็จลุล่วง
***จัด 2 งานผลาญงบเกือบ 100 ล้านบาท*****
ทั้ง 2 งาน กำหนดจัดในระยะเวลาเดียวกันคือ โครงการ “มหัศจรรย์...อาหารไทย” จัดระหว่างวันที่ 25-27 ก.ย.52 ใช้งบ 30 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทย โดยจะเชิญเชฟของร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในต่างจังหวัดแต่ละภูมิภาค มาปรุงอาหารให้ผู้เข้าชมงานได้รับประทาน สามารถต่อยอดในเรื่องของการเดินทางไปเที่ยวชิมอาหารต่างๆเหล่านั้นถึงที่หมาย
และโครงการ “เชฟกระทะเหล็ก...ทั่วโลก” จัด 24-28 ก.ย.52 ใช้งบ 55 ล้านบาท จะให้สำนักงานททท.ในต่างประเทศ เชิญผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมชมงาน พร้อมจัดแฟมทริปเชิญสื่อมวลชนด้านอาหารและเชพที่มีชื่อเสียง รวม 500 คน มาร่วมงาน พร้อมทดลองทำอาหารไทย เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการปรุงอาหาร พร้อมเดินสายไปยังจังหวัดที่ร่วมจัดงานด้วย
ทั้งนี้กำหนดพื้นที่จัดงาน ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ และ ในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ชลบุรี ขอนแก่น อุดรธานี และสุพรรณบุรี เป็นต้น ซึ่งจัดงานให้ตรงกันก็เพื่อต้องการให้เกิดการพบปะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านอาหาร โดยมุ่งหวังให้ ร้านอาหารไทยที่มาจากต่างประเทศ เชฟ และ สื่อมวลชน ได้มาเพิ่มเติมความรู้และเมนูอาหารไทย เพื่อจะได้นำไปเผยแพร่ในต่างประเทศ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานนี้ไม่ต่ำกว่า 30,000 คน
***งบบานกว่า50%
รายงานข่าวระบุว่า เชฟกระทะเหล็ก เป็นโครงการที่กำหนดไว้ในแผนการใช้งบประจำปี 2552 ของ ททท. ที่เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมอีกกว่า 50% จาก 50 ล้านบาทเป็น 85 ล้านบาท นั้น ไม่ได้มีการชี้แจงว่าเป็นเพราะเหตุใด และที่ประชุมบอร์ด ไม่ได้มีการทักท้วงเรื่องการใช้งบประมาณ ทั้งที่เพิ่มขึ้นมากจนผิดสังเกต ซึ่งนายวีระศักดิ์ ก็ยอมรับว่าโครงการนี้จะไปสอดคล้องกับโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก ซึ่งมีกระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าของโครงการ เกิดขึ้นในสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่โครงการนี้ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จดังที่หวังไว้
ที่มา : http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000082983
คำถาม :
1. แผนงานที่ ททท.ได้ยื่นเสนอจัดทำขึ้นมีกี่โครงการ อะไรบ้าง?
2. จุดมุ่งหมายของการจัดทำโครงการนี้คืออะไร?
3. โครงการนี้ส่งผลกระทบอะไรบ้าง?
จัดทำโดย : นางสาวปิ่นสุมา ช้างโรง ID. 5001103167 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน C.1/2
พาณิชย์เผย บริษัทจดทะเบียนธุรกิจตั้งบริษัทใหม่ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ลดลง 13.1% ขณะที่บริษัทเลิกกิจการ 6 เดือน พุ่ง 6.1 พันแห่ง
นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจในเดือน มิ.ย.2552 มีผู้ประกอบธุรกิจขอจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เป็นนิติบุคคล ประเภทห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดทั่วประเทศรวม 3,628 ราย แบ่งเป็นจัดตั้งในกรุงเทพมหานคร 1,441 ราย ส่วนภูมิภาค 2,187 ราย โดยเมื่อเทียบสถิติจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ เดือน มิ.ย.2552 กับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ที่มีการจดทะเบียน 3,788 ราย ลดลง 160 ราย หรือลดลง 4.22%
ทั้งนี้ ในเดือน มิ.ย.2552 มีเงินทุนจดทะเบียนรวม 10,033 ล้านบาท และนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรกคิดเป็นจำนวน 19.9% ของการจดทะเบียนจัดตั้งทั้งหมด คือ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง 386 ราย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 202 ราย และบริการด้านธุรกิจอื่นๆ 134 ราย และเมื่อพิจารณา การจดทะเบียนจัดตั้งช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย.2552 มีการจดทะเบียนจัดตั้งทั่วประเทศ 19,381 ราย ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วที่มีจำนวน 22,325 ราย ลดลง 2,944 ราย หรือลดลง 13.18%
นายคณิสสร กล่าวว่า สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกทั่วประเทศ สถิติจดทะเบียนเลิกในเดือน มิ.ย.2552 มี 1,272 ราย แบ่งเป็นในกรุงเทพมหานคร 538 ราย ในภูมิภาค 734 ราย มีเงินทุนจดทะเบียนรวม 8,093 ล้านบาท โดยประเภทธุรกิจที่มีจำนวนนิติบุคคล จดทะเบียนเลิกสูงสุด 3 อันดับแรก คิดเป็น 20.3% ของการจดทะเบียนเลิกทั้งหมด คือ รับเหมาก่อสร้าง 149 ราย อสังหาริมทรัพย์ 63 ราย บริการด้านธุรกิจอื่นๆ 46 ราย
นายคณิสสร กล่าวว่า เมื่อพิจารณาการจดทะเบียนเลิกในเดือน มิ.ย.2552 กับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วที่มีการจดทะเบียนเลิก 1,572 ราย ลดลง 300 ราย หรือลดลง 19%
ส่วนช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย.2552 มีการจดทะเบียนเลิกบริษัท 6,132 ราย เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว ที่มีการจดทะเบียนเลิก 6,540 ราย ลดลง 408 ราย หรือลดลง 6.24% ขณะที่จำนวนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดคงอยู่ทั่วประเทศ มี 46,857 ราย และบริษัทมหาชนคงอยู่ 879 ราย รวมนิติบุคคลคงอยู่ทั่วประเทศทั้งสิ้น 547,736 ราย
แหล่งข่าวกระทรวงพาณิชย์ จากยอดการจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่และการแจ้งยกเลิกทะเบียนบริษัท มีทิศทางเดียวกันคือลดลง ชี้ให้เห็นถึงการลงทุนที่ยังคงซบเซาต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจโลก
ที่มา
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20090721/61435
คำถาม
1. การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนมิ.ย.2552 เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีที่แล้วเป็นอย่างไร?
2. ประเภทธุรกิจที่มีจำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนเลิกสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่อะไรบ้าง?
3. ยอดการจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่และการแจ้งยกเลิกทะเบียนบริษัท ส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจ?
จัดทำโดย : นางสาวทิพย์รญา เฟื่องชูนุช ID.5001103077 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน C.1/2
บลจ.ไทยพาณิชย์ เจาะกลุ่มลูกค้านิติบุคคล-SMEs ผุดกองทุน"ไทยพาณิชย์ตราสารรัฐตลาดเงิน" ให้เป็นแหล่งพักเงิน พร้อมเดินหน้าขายกองทุนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ต่อเนื่อง ล่าสุด ล็อกอายุ 1 ปี คาดให้ผลตอบแทนประมาณ 2.6% ต่อปี ไอพีโอถึง 20 ก.ค.นี้
นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดขายกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารรัฐตลาดเงิน (SCBTMF) มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท และไม่กำหนดอายุโครงการ โดยในช่วงแรกที่จัดตั้งกองทุนขึ้นมาจะเน้นขายให้แก่ลูกค้ากลุ่มบริษัทนิติบุคคล และธุรกิจขนาดกลางและย่อย (SMEs) ก่อนที่จะขายให้นักลงทุนรายย่อยในโอกาสต่อไป และจะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ตั้งแต่วันนี้ – 20 กรกฎาคม 2552 และมีมูลค่าเม็ดเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 5,000 บาท
ทั้งนี้ การออกกองทุนดังกล่าวมาเพื่อตอบโจทย์ตลาด และสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละกลุ่มลูกค้า โดยเป็นการออกมารองรับลูกค้าในกลุ่มบริษัทนิติบุคคล ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งจะช่วยให้สามารถขออนุมัติจากคณะกรรมการลงทุนของบริษัทได้ง่ายขึ้น และจะมีนโยบายในการลงทุนใกล้เคียงกับกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ (SCBSFF) ของบริษัท
นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบไปแล้วกองทุนนี้จะมีลักษณะการลงทุนเช่นเดียวกับกองทุนเปิดเค ตราสารรัฐระยะสั้น (K-TREASURY) ของ บลจ.กสิกรไทย และกองทุนเปิดยูโอบี ชัวร์ เดลี (UOBSD) ของ บลจ.ยูโอบี (ไทย) เรียกได้ว่าเป็นกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) อีกกองทุนที่เพิ่มขึ้นมานั่นเอง
นางโชติกา กล่าวว่า บริษัทยังได้เปิดขายกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ฟอร์เรน โนท 1Y24 (SCBFRN1Y24) มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท อายุโครงการไม่เกิน 1 ปี โดยจะเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรกตั้งแต่วันนี้ – 20 กรกฎาคม 2552 นี้ และมีมูลค่าเม็ดเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 10,000 บาท
อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนของกองทุนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ยังมีทิศทางไม่ชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันภาวะศรษฐกิจของเกาหลีใต้เริ่มมีความเสี่ยงน้อยลง ส่งผลให้ภายหลังจากการสวอปค่าเงินกลับมาแล้วอัตราผลตอบแทนหายไปค่อนข้างมาก และทำให้เม็ดเงินหายไปมากด้วยเช่นกัน โดยคาดว่ากองทุน SCBFRN1Y24 จะสามารถให้อัตราผลตอบแทนประมาณ 2.6% ต่อปี
ส่วนการที่อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องนั้นมีผลต่อการออกกองทุนประเภทนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยบริษัทจะยังคงทยอยออกกองทุนประเภทนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าอัตราผลตอบแทนโดยรวมแล้วยังดีกว่าอัตราดอกเบี้ยของการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์
ที่มา http://www.manager.co.th/MutualFund/ViewNews.aspx?NewsID=9520000079074
คำถาม
1. ช่วงแรกที่จัดตั้งกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารรัฐตลาดเงินขึ้นมานั้น เน้นขายให้แก่ลูกค้ากลุ่มใด?
2. กองทุนใดที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น?
3. กองทุน SCBFRN1Y24 สามารถให้ผลตอบแทนประมาณเท่าไหร่ต่อปี?
จัดทำโดย : นางสาววรรณภา ทามี ID.5001103050 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน C.1/2
ด้านนายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อภาคธุรกิจจำเป็นจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในครึ่งปีหลังปีนี้คือ ทิศทางค่าเงินบาท สภาพคล่องธุรกิจ ราคาน้ำมัน และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยการฟืนตัวของเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะขึ้นอยู่กับความผันผวนของปัจจัยดังกล่าวและการฟืนตัวของภาคส่งออก แต่ขณะนี้สัญญาณจากการนำเข้าทุนยังติดลบเฉลี่ย 14.5% และการนำเข้าวัตถุดิบในการผลิตยังติดลบ 19.6% แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรมไทยที่อาจต่อเนื่องไปจนถึงปลายปีนี้ ดังนั้น การขับเคลื่อนของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจึงขึ้นอยู่กับนโยบายการคลังเป็นหลัก และขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการใช้จ่ายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ภายใต้มาตรการไทยเข้มแข็งที่ใช้เงินมากกว่า 1.43 ล้านล้านบาท อีกทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายปีงบประมาณ 2552 และเร่งรัดโครงการลงทุนที่สำคัญภายใต้แผนฟืนฟูเศรษฐกิจในระยะที่สองให้มีความคืบหน้า
รองประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ทิศทางค่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นได้อีก เพราะหลังจากที่รัฐบาลออกพันธบัตร 8 แสนล้านบาท อาจสร้างความกดดันความต้องการเงินบาทและโอกาสมีเงินเหรียญสหรัฐฯให้ไหลเข้ามาซื้อพันธบัตร ดังนั้น ผู้ส่งออกควรมีการทำประกันความเสี่ยงล่วงหน้าเอาไว้ ขณะที่ปัจจัยสภาพคล่องก็มีทิศทางที่ลดลงอีก เพราะธนาคารพาณิชย์ยังมองว่าภาคธุรกิจอุตสาหกรรมมีความเสี่ยง จึงชะลอหรือมีการปล่อยสินเชื่อน้อยลง อีกทั้งแนวโน้มที่รัฐบาลออกพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นแรก 50,000 ล้านบาท จะยิ่งเป็นการแย่งเงินในตลาด และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการสภาพคล่องไปช่วยเหลือ
สำหรับราคาน้ำมันที่อาจมีความผันผวน หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า น้ำมันเฉลี่ยจะสูงกว่าครึ่งปีแรกประมาณ 20 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล หรืออยู่ระดับ 70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่คงไม่ถึงระดับ 75 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนความเสี่ยงจากไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เริ่มมีการติดเชื้อและเสียชีวิตมากขึ้น ทำให้คนทั้งโลกไม่กล้าไปท่องเที่ยว ส่งผลต่อการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอย เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การประเมินเศรษฐกิจโลกติดลบไปกว่าการคาดการณ์ไว้ และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย รวมไปถึงผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน
ที่มา : http://www.norsorpor.com/business.html
คำถาม
1. ปัจจัยเสี่ยงต่อภาคธุรกิจจำเป็นจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในครึ่งปีหลังปีนี้คืออะไร
2. การฟืนตัวของเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
3. การขับเคลื่อนของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจึงขึ้นอยู่กับนโยบายอะไรเป็นหลัก
จัดทำโดย : นางสาวอรวี ลีรุ่งนาวารัตน์ 5001103117 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน C1/2
นายกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการวางแผนป้องกันปัญหาอุปสรรคต่างๆ จึงให้หน่วยงานของรัฐ เช่น สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เชื่อมโยงระบบข้อมูลร่วมกันในการติดตามเส้นทางการใช้เงินของโครงการไทยเข้ม แข็ง โดยขอให้ธนาคารโลกเข้ามาช่วยแนะนำปรับปรุงกระบวนการในการติดตามผลเพื่อเน้น ความโปร่งใส ให้แผนงานแผนเงินเป็นไปตามที่กำหนด ทำให้เงินของโครงการส่งออกสู่ระบบได้อย่างรวดเร็ว ปฏิบัติตามขั้นตอน
นายกรณ์ กล่าวว่า หากโครงการใดมีปัญหายังไม่ส่งมอบงาน คณะทำงานติดตามผลจะได้เข้าไปดูแลให้โครงการเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย
สำหรับการวางระบบจะแล้วเสร็จในเดือนก.ค. 2552 เดือนส.ค. จะเริ่มประเมินโครงการ เดือนก.ย. เงินลงทุนก้อนแรกจะออกสู่ระบบและเริ่มวัดผล
คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ในการจัดทำแผนการจัดหาแหล่งทุน ว่ามีรูปแบบ ใดบ้าง ใช้การกู้เงินวิธีใด เพื่อให้ความเห็นแนวทางการระดมทุนว่ามีผลต่อตลาด มีผลต่อสภาพคล่องของเงินในระบบอย่างไรบ้าง เพื่อระดมความคิดเห็นร่วมกัน
สำหรับแนวทางจัดหาแหล่งเงินทุนนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า จะทยอยกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์แทนการกู้เงินด้วยการออกพันธบัตร เพราะจะสามารถเบิกเงินให้โครงการได้ตามเงินงวด โดยจะกู้เงินงวดแรก 3 หมื่นล้านบาท
นายกรณ์ กล่าวว่า งบไทยเข้มแข็งล่าสุดได้เดินหน้าโครงการตัดถนนและวางระบบท่อระบายน้ำรอบเกาะ อ.สมุย จ.สุราษฎร์ธานี กว่า 70 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 900 ล้านบาท โดยหลังจากนี้จะเดินทางไปอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศเพื่อติดตามโครงการลงทุน
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย กล่าวว่า แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จะสามารถช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2553-2555 ขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยในกรอบปีละ 1-2.5% แม้ว่าจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 60% ในปี 2555
ที่มา : http://www.bsnnews.com/ContentDetail.asp?ContentID=16871
คำถาม
1.นาย กรณ์ จาติกวณิช มีแนวทางในการจัดหาแหล่งเงินทุนมาจากที่ใด
2. งบไทยเข้มแข็งล่าสุด มีวงเงินในการลงทุนเป็นจำนวนเท่าใด
3.การวางระบบจะแล้วเสร็จเมื่อใด
จัดทำโดย : น.ส. นันทพร เจนอลงกต 5001103071 คณะบริหารธุรกิจ สาขา การเงิน C1
